ประกาศขายรถ รถมือสอง ลงประกาศขายรถฟรี

ประกาศฟรีขายรถ ประกาศขายรถ รถมือสอง ตลาดรถออนไลน์ใหญ่ที่สุด มี รถยนต์มือสอง ทั้ง รถบ้าน รถเต็นท์ ให้เลือกกว่าสามหมื่นคัน พร้อมรูปจริง 8 รูป รถมือสอง ราคา รถมือสอง หา ! ลงประกาศขายรถฟรี รถมือ2 OnLine...

ประกาศขายรถ

เข้าใจเรียนรู้ และจิตสำนึกปฐมบทของความปลอดภัย

ลงวันที่ 2011-03-08 เข้าอ่าน 7,034 ครั้ง

เข้าใจเรียนรู้  และจิตสำนึกปฐมบทของความปลอดภัย
        คำพูดที่ว่า “ดาบ 2 คม”  หรือ “เหรียญย่อมมี 2 ด้าน” หรืออื่น ๆ ใด ๆ ที่มีความหมายว่า สิ่งที่เห็น ๆ อยู่นั่นย่อมมี 2 มุมมองเสมอในรถยนต์เองก็เช่นกัน  มีคำพูดที่ว่ามันคือ ปัจจัยที่ 5 ในการดำเนินชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว  แน่นอนว่านั่นเป็นมุมมองที่มีประโยชน์  แต่ถ้าผมจะพูดแบบที่เป็นผม  ซึ่งเป็นมุมมองอีกมุมหนึ่งว่ามัน “ปัจจัยแห่งความตาย”  ล่ะจะมีใครว่าผมขวางโลกอีกมั๊ยเนี่ย  แต่ยังก่อนครับลองไปดูข่าวเก่า ๆ หรือรอดูเทศบาลเสี่ยงดวงประจำปีช่วงปีใหม่  สงกรานต์เสียก่อนค่อยมาว่ากันก็ยังไม่สาย
        บทความของผมในฉบับนี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะเขียนถึงรถในทางไม่ดีนะครับ  พาหนะเคลื่อนที่ย่อมต้องดีแน่นอน  เพราะมันทำให้มนุษย์อย่างเรารู้สึกขี้เกียจมากขึ้น  (แล้วมันดีหรือเปล่าล่ะเนี่ย)  มองกันให้ยุติธรรมและเป็นกลางจริง ๆ พาหนะเคลื่อนที่  ซึ่งก็คือ “รถยนต์”  นี่มันหนังสือรถนี่ครับ  ถ้าเป็นหนังสือโลกปศุสัตว์ก็คงจะเป็นวัว  ควาย  ช้าง  ม้าไปโน่น  ทุก ๆ พาหนะมันมีประโยชน์มากด้วยครับ  แต่มีข้อแม้นิดหน่อยว่าผู้ที่ทำหน้าที่ขับขี่และควบคุมจะต้องมีความรู้ความ ชำนาญในสิ่งที่ตัวเองควบคุมกุมบังเหียนอยู่ขนาดคนที่จะขี่ช้าง  ม้า  วัว  ควายได้ยังต้องเป็นคนที่รู้จักมันและมันรู้จักเป็นคนเลี้ยงและดูแลมันมามัน ถึงจะยอมให้ขี่อันนี้ประสบการณ์ตรงครับ   เพราะชีวิตในวัยเด็กของเด็กบ้านนอกแถบ ๆ อีสาน  ถ้าไม่ขี่ควายหรือขี่ควายไม่เป็นก็ต้องเดินล่ะครับพูดถึงการขี่ควายนี่ก็ ต้องเรียนรู้นะครับ  เพราะความต่างวัย  ต่างเพศ  อุปนิสัยและเวลาที่จะขี่ได้ไม่เหมือนกันอย่างควายเพศผู้นี่ต้องดูอายุด้วย ถ้าเป็นควายหนุ่มล่ะก็ต้องระวังเวลาที่มันพบเจอกับเพศผู้ต่างฝูงที่ไม่คุ้น เคยกันก็ประมาณพวกเด็กอาชีวะเกเรนั่นแหล่ะครับ  ควายดีกว่าหน่อยตรงที่มันตัวต่อตัวครับไม่เคยเห็นควายยกพวกชนกันสักที  และที่ต้องระวังอีกอย่างสำหรับควายผู้ก็คือ ช่วงติดสัดครับไม่ว่าควายหนุ่มควายแก่  เพราะถ้ามันติดสัดมันจะดื้อแบบควบคุมไม่ค่อยได้แต่ยังดีหน่อยที่มันมีเวร่ำ เวลาไม่พร่ำเพื่อเหมือนพวก 2 ขาที่รู้จัก  เห็นมั๊ยครับที่ยกตัวอย่างมานั้นการที่จะขับขี่ หรือควบคุมอะไรสักอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สวัสดิภาพ  และภราดรภาพนั้น “ต้องเรียนรู้” แน่นอนว่าถ้า “มันมีชีวิต”  ก็ต้องเรียนรู้และ “ทำความคุ้นเคย”  แต่ถ้ามัน “ไม่มีชีวิต”  อย่างรถยนต์ก็ยังคงต้องเรียนรู้เช่นกันนอกจากนั้นแล้วก็ต้องทำความคุ้นเคย ด้วยเช่นกัน  การเรียนรู้และทำความคุ้นเคยเพียงอย่างเดียวคงยังไม่พอต้องฝึกฝนอย่างถูก ต้องจนชำนาญจะได้ปลอดภัยเป็นที่สุด
        แต่เมื่อมนุษย์รู้จักคำว่า “วิวัฒนาการและพัฒนาการ”  รถยนต์จึงเกิดขึ้นและมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปรถยนต์มีพัฒนาการในทุกด้านมาตลอด อย่างไม่จำกัด  และในความก้าวหน้านั้นมีการแพร่กระจายกันอย่างครอบคลุมและทั่วถึง  แต่การเรียนรู้และฝึกฝนใช้งานของรถที่ถูกต้องจนชำนาญนั้นมีอย่างจำกัดและ แม้ว่าจะมีการฝึกฝนอย่างถูกต้องและชำนาญเพียงใด  ศักยภาพการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งของมนุษย์ก็ยังมีข้อจำกัดทางด้านเวลาอยู่ดี  ซึ่งเราจะเห็นอยู่เสมอเวลาที่ดูการแข่งขันรถยนต์  แทบทุกครั้งจะมีความผิดพลาดในการควบคุมรถมากบ้างน้อยบ้าง  นั่นแหล่ะครับคือ  ขีดจำกัดของมนุษย์นักแข่งที่เรายอมรับว่าเขาเหล่านั้นได้รับการฝึกฝนมาเป็น อย่างดีจนเรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการขับรถก็ยังพลาดได้  นับประสาอะไรกับตาสี  ตาสา  น้ามา  ลุงมี  ที่ขายข้าว  ขายผลไม้  ขายที่หรือถูกหวยแล้วไปซื้อรถมาขับ  ผุ้ใช้รถส่วนใหญ่ที่มีรถยนต์ขับหรือต้องทำหน้าที่ขับรถจะมีสักกี่ เปอร์เซ็นต์ที่เคยเรียนขับรถยนต์ที่ถูกต้อง  ไม่ใช่ไปเสียเงินเรียนขับรถยนต์  เพื่อไปเอาใบขับขี่หรือเรียนรู้ กฎจราจรและรักษากฎอย่างเคร่งครัดด้วยจิตสำนึกไม่ใช่ท่องจำเพื่อไปสอบเอาใบ ขับขี่ให้ผ่านเท่านั้น
        การขับขี่รถยนต์ให้มีความปลอดภัยนั้นพื้นฐานจริง ๆ  นั้นส่วนตัวผมมองว่ามันมาจากจิตใต้สำนึกของผู้ขับขี่มากกว่าครับสำนึกดี ปลอดภัยไปกว่าครึ่งต่อให้รถแรงเพียงใด  ถนนจะห่วยแค่ไหน  ถ้ามีมโนสำนึกในการขับขี่แล้วล่ะก็ปลอดภัยไปเกือบ 100 %  แล้วล่ะส่วนที่เหลือก็คือ  สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองหรือเปล่าเท่านั้นล่ะ  เพราะบนถนนที่เราสัญจรนั้นมันยังมีคนที่ไม่มีสำนึกที่ดีในการขับขี่อยู่มาก  ต่อให้มัน เอ๊ย! (ที่มี)  เขาเหล่านั้นขับรถหรู ๆ แพง ๆ เพียงใดก็ตาม  ถ้ามีสำนึกเพียงแค่ว่ามีเงินซะอย่าง  เกิดอุบัติเหตุชนขึ้นมารถพังก็เรียกประกัน   ถ้าคนตายก็จ่ายตังค์แค่นั้นจบ  เราก็คงต้องช่วยกันภาวนาให้คน (มีเขา)  เหล่านั้นชนเสาไฟหรือชนกันเอง  เพราะเขามีเงินจ่ายมีประกันซ่อม  อย่าให้เขาเหล่านั้นมาชนคนเดินถนน  คนขี่มอเตอร์ไซค์หรือคนขับรถคันอื่นที่เขาต้องทำมาหาเลี้ยงชีพเพื่อครอบครัว เลยครับ
        ปฐมบทของการใช้รถปิกอัพให้ปลอดภัยก็เช่นกัน  สิ่งแรกที่หนีคำว่า “จิตสำนึก”  ไม่พ้นเช่นกันการมีจิตสำนึกที่ดีรวมทั้งมีความรู้  และความเข้าใจคำว่า  สิ่งที่เราต้องสัมผัสอยู่นั้นคือ  อะไรจะช่วยให้เรามีความสุขกับการใช้งานสิ่งนั้น  ดังนั้นการใช้รถปิกอัพให้มีความสุขมีประสิทธิภาพก็เช่นกันจำเป็นต้องเข้าใจ คำว่า  รถปิกอัพเสียก่อนเป็นลำดับแรก
        รถปิกอัพเป็นรถที่จัดอยู่ในกลุ่ม  Commercial  Vehicle  หรือ  ยานยนต์เพื่อการพาณิชย์  แน่นอนว่าการพาณิชย์คือการติดต่อค้าขายสิ่งที่จะทำการค้าขายกันก็คือ  สินค้าที่ไม่มีมือมีตี...เอ๊ย  !  ไม่สามารถเดินทางไปขายตัวเองหรือขนส่งตัวเองไปยังคูค้าได้  มันจึงต้องอาศัยการขนส่งด้วยอะไรสักอย่างสมัยนี้ก็คือ  รถส่วนจะเป็นรถเล็กหรือใหญ่อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับสินค้าที่ต้องขนส่ง   แต่ทั้งหมดทั้งปวงนั้นวัตถุใด ๆ ในโลกย่อมต้องมีน้ำหนักส่วนจะหนักมากหรือน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับมวลของ วัตถุนั้น ๆ ทีนี้การที่รถจะต้องมีการรับน้ำหนักบรรทุกช่วงล่างจึงต้องมีความแข็งแรง สปริงในช่วงล่างจึงต้องแข็งและเมื่อรถนั้นต้องบรรทุกความเร็วในการ เคลื่อนที่จึงควรมีความเร็วในระดับที่เหมาะสมเห็นมั๊ยครับว่าหลักการคิด  เพื่อให้ได้รถสักคนมาใช้งานนั้นมันมีคอนเซ็ปของรถ  ซึ่งผมเองก็มักจะเขียนถึงและบอกเพื่อน ๆ ที่โทรมาพูดคุยกันอยู่เสมอนั่นคือ  รถแต่ล่ะคีนมีนิสัยไม่เหมือนกัน  เพราะผู้ออกแบบเองก็มีคอนเซ็ปของการออกแบบรถคันนั้นมาต่างกันถึงแม้ว่าจะ เป็นรถเพื่อการใช้งานขนส่งขนาด 1 ตันอย่างรถปิกอัพในบ้านเราก็เถอะ  เพราะฉะนั้นสิ่งที่เพื่อน ๆ ต้องเข้าใจเสียก่อนเป็นสิ่งแรกเมื่อจะใช้  ซื้อหรือมีรถปิกอัพฯ ก็คือ รถปิกอัพเกิดมาเพื่อบรรทุกจุดประสงค์การใช้งานคือ บรรทุก  เมื่อต้องบรรทุกช่วงล่างจึงต้องแข็งแรง  ความแข็งของช่วงล่างจะสวนทางกับความนุ่มนวลและเกาะถนน  ดังนั้นรถปิกอัพจึงไม่ควรที่จะวิ่งเร็วเกินไป ถึงแม้ว่าจะใช้งานเป็นรถส่วนตัวก็ตามเถอะ
        แต่ในการทำตลาดบริษัทรถยนต์ก็ไม่ได้ทำตลาดแบบซื่อ ๆ ทื่อ ๆ ว่ารถปิกอัพเป็นรถบรรทุก  ต้องบรรทุกเพียงอย่างเดียว  ไม่เช่นนั้นแล้วเราคงไม่เห็นรถปิกอัพหลากหลายรูปแบบวิ่งกันให้ควักไขว่ใน บ้านเราทั้งแบบหัวเดียว (Single  cab)  รถแบบนี้ยังคงเป็นรถที่รักษาคุณค่าความเป็นรถปิกอัพดั้งเดิมอยู่เกิดมาเพื่อ บรรทุกเป็นหลัก  ดังนั้นความสะดวกสบายจึงไม่ต้องถามหาหัวเก๋งหรือห้องโดยสารจึงมีพื้นที่ เพียงให้สามารถนั่งควบคุมรถได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น  อาจจะมีคนเถียงว่าเอ๊า !  ในเมื่อมันต้องบรรทุกของและเดินทางไกลคนขับต้องมีความสะดวกสบายซิจะได้ขับ ได้นาน ยาว ผิด! เพราะการขับขี่รถยนต์ที่ปลอดภัยนั้นจะต้องมีการหยุดพักเป็นระยะ ๆ ส่วนตัวผมยึดหลักประมาณ 200 กิโลเมตรหรือประมาณทุก ๆ 2 ชั่วโมงส่วนระยะเวลาการหยุดพักจะนานเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับอายุของผู้ขับขี่ ผมบอกว่า อายุนะครับไม่ใช่สุขภาพ  เพราะถ้ารูว่าสังขารไม่สมบูรณ์ก็ไม่ควรที่จะขับรถจะดีกว่า  กลุ่มคนที่ใช้รถแบบนี้ดูไม่ค่อยมีเสียงบ่นเท่าไหร่เรื่องความแข็งของช่วง ล่างเพราะส่วนใหญ่ซื้อมาเพื่อบรรทุกเข้าใจและเคยชินกับความรู้สึกแบบนั้น อยู่แล้ว  จะมีอยู่บ้างคือ  เรื่องความปลอดภัยเพราะรถกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีระบบความปลอดภัยมากจะมีก็ ประเภทเล็กน้อย ๆ เท่านั้นเองซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม?  เพราะเป็นรถที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง  แต่อาจเป็นเพราะทรัพย์น้อยค่ายรถจึงไม่กล้าทำออกมา  เพราะราคาจะต้องแพงขึ้นรถอาจจะขายได้น้อยกระมัง  แต่ปัญหาเรื่องความปลอดภัยของคนที่ใช้รถแบบนี้ยังแบ่งเป็น 2 กลุ่ม  ชาวบ้านแท้ ๆ นั้นเท่าที่สังเกตดูจะไม่ค่อยเป็นคนที่เกิดเหตุขับไม่เร็วนี่แหล่ะ   คนต่างจังหวัดนั้นส่วนใหญ่ขับรถเป็นเพราะครูพักลักจำ  ฝึกกันเอง  สอนกันเองดังนั้นหลักการขับขี่ที่ถูกต้องจึงไม่ต้องพูดถึง  กฎจราจรไม่ต้องไปถาม  เพราะน้อยคนที่จะตอบได้ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งมีเรื่องเล่าในวงเหล้าว่าเมื่อ ครั้งที่จังหวัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งแถว ๆ ชายแดนมีไฟจราจรต้นแรกเป็นครั้งแรก  จำเป็นที่จะต้องใช้ตำรวจไปยืนที่สี่แยกเพื่อบอกให้รถหยุดตอนไฟแดงติด  บอกให้ไปเมื่อได้ไฟเขียว  แต่ไม่ได้บอกว่าตอนไฟเหลืองนั้นตำรวจทำอย่างไร  หรือบอกแต่ผมเมาเลยจำไม่ได้ก็ไม่รู้  ความที่ไม่รู้หรือไม่ได้คิดว่าการขับรถไปข้างหน้าของตัวเองแบบดุ่ยๆ นี่จะเป็นพิษเป็นภัยกับใครนี่แหล่ะครับมันทำให้พวกที่ขับรถเร็วแบบที่คิดว่า คนอื่นระวังตัวแน่ ๆ ดังนั้นตัวข้าซิ่งได้ไม่เป็นไรมาเจอกันเข้าแบบมัจจุราชสั่งเหตุก็เลยอุบัติ ขึ้นจนเรียกกันว่าอุบัติเหตุ  อีกพวกหนึ่งที่เกิดอุบัติเหตุของรถแบบหัวเดียวก็คือ  พวกลูกจ้างขับรถน้อยคนที่จะตระหนักหรือจิตสำนึกในการขับขี่แบบมีมารยาทระวัง ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ  อาจจะเป็นเพราะมันคิดว่ารถนายจ้างชนพังเรียกประกับ  ชนคนตายหนีอะไรประมาณนั้น  พวกนี้แหละครับน่ากลัวก่อนรับเข้าทำงานนายจ้างน่าจะถามมันสักคำว่าระหว่าง ถูกตำหนิเพราะขับรถเร็วและส่งของเสร็จเร็วกับชมเชยเพราะขับรถช้าแต่ทำงาน เสร็จทันเนี่ยมันเลือกอย่างไหน  ส่วนปิกอัพแบบแค็บและดับเบิ้ลแค็บนั้นคอนเซ็ปรถจะเน้นความสะดวกสบายมากขึ้น ตามลำดับ  และการออกแบบสำหรับบรรทุกก็ลดลงตามลำดับด้วยเช่นกัน  ความตระหนักในเรื่องของการเกิดอุบัติเหตุก็ต่างกันไป  นั่นเป็นอีกมุมหนึ่งของการมองเรื่องความปลอดภัย  ที่หยิบมาคุยกันก่อนถึงเทศกาลหยุดยาว  อย่าลืมจิตสำนึกเป็นลำดับแรก  กลัวตายไว้ไม่น่าอายหรอก  เพราะโครมเดียวที่ชนมันคือ  ความสูญเสีย  ยิ่งถ้าคนที่ถูกทำให้เกิดเหตุนั้นอาจจะเป็นเพียงคน ๆ เดียวที่ดูแลครอบครัวและคุณคิดว่ามีเงินทำขวัญตกลงค่าเสียหายจ่ายตังค์ก็ จบ   ผมได้แต่ภาวนาว่าสิ่งที่คุณชนนั้นขอให้เป็นกำแพง  เสาไฟ  ต้นไม้หรือไม่ก็เสาปูนเพราะคุณมีตังค์จะไปกลัวอะไร

สมาชิกประกาศฟรี

ชื่อผู้ใช้งาน

รหัสผ่าน

สำนักงานบัญชี
ข่าวรถยนต์
Sreach
ค้นหาทั่วไป ค้นหาจากเต็นท์
    ค้นหาจากประกาศรถทั่วไป
  • ชนิด :
  • ยี่ห้อ :
  • รุ่น :
  • โฉม :
  • ปี :
  • ราคา :
    ค้นหารถจากเต็นท์
  • ชนิด :
  • ยี่ห้อ :
  • รุ่น :
  • โฉม :
  • ปี :
  • ราคา :
  • ประกาศขายรถ
  • ประกาศขายรถ
ประกาศขายรถ
fasfsad