VSC & TRC อัพเกรดความปลอดภัยให้รถปิกอัพ
VSC & TRC อัพเกรดความปลอดภัยให้รถปิกอัพ
“อุบัติเหตุ” คือ เหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจหรือเจตนาให้เกิด แต่เราสามารถประเมินได้ว่าในสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่นั้นมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้หรือไม่อย่างไร และมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงไรจากเหตุผลใด เช่น กับการใช้รถครับ ตลอดเวลาที่เรานั่งอยู่ในรถยนต์โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการใช้รถย่อมเกิดขึ้นแล้ว
อุบัติเหตุอันเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมาย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันและมันก็โยงมาถึงเรื่องความรู้ทั่วไปในโลกยานยนต์ฉบับนี้กันครับ “อัพเกรดความปลอดภัยให้รถปิกอัพ” หลายคนอาจจะงง ว่ามันเกี่ยวอะไรกัน เกี่ยวเพราะล่าสุดในอนุกรมรถปิกอัพนั้นทางTOYOTA เขาตัดสินใจนำเอาเทคโนโลยีความปลอดภัยมาติดตั้งในรถปิกอัพเพิ่มขึ้น โดยระบบที่ว่านั้นเราเคยได้ยิน ได้ใช้และได้เห็นกันเฉพาะในรถยนต์นั่งระดับหรูเท่านั้นเน้นนะครับรถยนต์นั่งระดับหรูและSUV ระดับแพงเท่านั้น แม้แต่รถยนต์นั่งระดับกระป๋อง เอ๊ย!รถยนต์นั่งระดับกลาง ๆ เองก็ยังไม่มีให้ใช้ ระบบที่ว่าก็คือ ระบบTRCและVSCโดยระบบที่ว่าเป็นเทคโนโลยีที่เสริมกับการทำงานของระบบเบรกABS ที่เกือบจะมีเป็นมาตรฐานอยู่แล้วในปิกอัพเกรดหรู
ทำไม ? ถึงต้องมี
การเกาะถนนของรถยนต์มีอะไรบ้าง เมื่อจะพูดถึงความปลอดภัยในการใช้รถขณะขับขี่คือ อุบัติเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นจากการที่ไม่สามารถควบคุมรถได้ อันนี้พูดถึงกรณีที่เราเป็นผู้ก่อเหตุไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ การที่เราไม่สามารถควบคุมรถได้นั้นหลัก ๆ ก็เพราะว่าประสิทธิภาพของการยึดเกาะถนนลดลงและผู้ขับขี่ไม่สามารถใช้ทักษะในการควบคุมรถได้ทันในกรณีฉุกเฉิน และการที่รถไม่เกาะถนนหรือประสิทธิภาพในการเกาะถนนลดลงนั้นสาเหตุก็คือแรงเสียดทานระหว่างหน้าสัมผัสของหน้ายาง และผิวถนนลดลงหรือล้อที่มีเกิดแรงเสียดทานกับพื้นผิวไม่เท่ากัน และเท่าที่สังเกตดูจะพบว่าส่วนใหญ่ที่เกิดเหตุมักจะมีอาการลื่นไถลของรถเกิดขึ้นเสมอ ลงคิดตามดูก็ได้เมื่อมีการชนเกิดขึ้นเกือบ 100 % จะต้องมีการใช้เบรก และ 100 % ของเหตุที่เกิดมักจะบอกว่า เบรกไม่อยู่ (นี่ก็ลื่นไถลล่ะ) หรือหักหลบไม่พ้น ไม่ทัน (แบบนี้ส่วนใหญ่ล้อล๊อกทำให้ลื่นไถล และไม่สามารถบังคับทิศทางได้) นั่นจึงเป็นที่มาของระบบเบรกแบบ ABS ที่ช่วยให้เบรกไม่ล็อกเมื่อมีการใช้เบรกอย่างเต็มที่ในกรณีฉุกเฉิน แต่เรื่องมันก็ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อเครื่องยนต์มีการพัฒนาต่อไปกำลังของเครื่องยนต์ที่มากขึ้น แรงจากเท่าที่เหยียบเบรกอันเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแรงดันน้ำมันเบรกนั้นไม่เพียงพอที่จะหยุดการเคลื่อนที่ได้ทัน และผู้ควบคุมขับขี่แต่ละคนก็มีกำลังขาในการเหยียบเบรกไม่เท่ากันดังนั้น ระบบBA(Brake Assist) หรือระบบเสริมแรงดัน น้ำมันเบรกให้มีแรงดันเพิ่มขึ้น เสริมแรงดันที่ได้จากการเหยียบเบรก ในเวลาที่ ABSและ BA ทำงานนั้นแรงดันน้ำมันเบรกจะถูกส่งออกไปจากระบบเบรกชุดบนสู่ล้อทั้ง 4 ด้วย แรงดันที่เท่ากัน ดังนั้นABSทำหน้าที่เพียงไม่ปล่อยให้ล้อล็อก ส่วนBAจะทำหน้าที่เพียงเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นมันจึงไม่ได้หมายความว่าจะสามารถตอบโจทย์เรื่องการเกาะถนนของล้อทั้ง 4 ตามสภาพสิ่งแวดล้อมได้ และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถสูญเสียการควบคุมจนเกิดอุบัติเหตุก็คือ การที่ล้อทั้ง 4 มีแรงเสียดทานไม่เท่ากันแต่แรงดันน้ำมันเบรกที่ล้อทั้ง 4 เท่ากันผลคือ ทำให้ล้อทั้ง 4 หมุนด้วยรอบที่ไม่เท่ากันจากการส่งกำลัง ล้อข้างที่มีแรงเสียดทานมากกว่าจะขับดันให้เกิดการเคลื่อนที่ไปมากกว่าด้านที่มีแรงเสียดทานน้อยนั่นคือ เหตุให้รถเกิดการเสียอาการเสียการควบคุมระบบช่วยให้การควบคุมอย่าง TRCและ VSCจึงเกิดขึ้น
“TRC” และ“VSC”
ก่อนที่จะพูดถึงTRCและ VSC โดยตรงขออนุญาตพูดถึงระบบโดยรวมเสียก่อน ส่วนใหญ่แล้วรถที่จะมี TRCและVSC ใช้จะต้องมีระบบพื้นฐานอย่างABS,BA,EBD เสียก่อน สำหรับABS นั้นช่วยไม่ให้ล้อล๊อกเวลาเหยียบเบรกอย่างกะทันหันส่วนระบบBAนั้นจะเป็นระบบที่เสริมแรงเบรกเวลาที่เกิดการเหยียบเบรกอย่างทันทีทันใด และในทางเทคนิคระบบABS ที่มีใช้ในรถยนต์จะมีพื้นฐานการทำงานเหมือนกัน ส่วน BA นั้นอาจจะมีแตกต่างกันบ้างแต่ก็อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน คือ การสร้างให้แรงดันน้ำมันเบรกเพิ่มขึ้นชั่วขณะหนึ่ง อาจจะด้วยระบบกลไกหรือิเล็คทรอนิกก็ได้ สำหรับระบบEBDนั้นก็คือ การกระจายแรงดันน้ำมันเบรกไปยังล้อหน้า หลังให้สัมพันธ์ วงจรน้ำมันเบรกสำหรับรถเบรกABS ที่มีระบบEBDจะต่างออกไป เพราะการควบคุมเบรกจะแยกออกเป็นคู่แบบทแยงนั่นคือ หน้าขวาคู่กับหลังซ้าย,หน้าซ้ายคู่กับหลังขวา และเมื่อวงจรเบรกถูกออกแบบมาให้ทแยงไขว้อยู่แล้วจึงไม่ยากที่จะเพิ่มระบบควบคุมอย่างTRCและVSCเข้าไป
“Traction Control” เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาให้ “ควบคุมการหมุนฟรีของล้อที่ขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ” อธิบายง่าย ๆ ก็คือ เป็นระบบที่ไม่ยอมให้ล้อฟรีนั่นเอง ระบบจะพยายามรักษาแรงบิดจากเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับแรงเสียดทานระหว่างล้อกับผิวถนนทุกครั้งที่ขับขี่หรือจะเรียกระบบนี้ว่าระบบป้องกันการตะกุยก็ได้ โดยระบบจะทำงานทั้งการเบรกและเร่งอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ในขณะที่TRC ทำงาน เมื่อเราเหยียบคันเร่งตำแหน่งการเปิดของลิ้นเร่งจะถูกส่งเป็นสัญญาณจะถูกนำมาคำนวณเปรียบเทียบความสัมพันธ์กับสัญญาณความเร็วของล้อที่ได้จากเซนเซอร์ความเร็วล้อของABSถ้าระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมคำนวณแล้วความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ส่วน ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ระบบก็เฝ้าระวังต่อไป แต่ถ้าสัญญาณมีความแตกต่างกันระบบจะสั่งให้ลิ้นเร่งช่วยทำงานเป็นผลให้กำลังเครื่องยนต์ลดลง ในขณะเดียวกันระบบส่วนหนึ่งก็จะสั่งให้เพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกส่งไปที่ล้อขับเคลื่อน เพื่อไม่ให้ล้อหมุนฟรีโดยแรงดันทั้ง 2 ล้อสัมพันธ์กับแรงเสียดทานที่ล้อนั้น ๆ สัมผัสอยู่ และในทางกลับกันขณะที่เกิดการเบรกสัญญาณทั้ง 2 ส่วนก็จะยังถูกตรวจจับและนำไปคำนวณเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา แม้ขณะที่ยกคันเร่งแล้วเร่งอย่างทันทีทันใด เพื่อควบคุมไม่ให้ล้อรถเกิดการหมุนฟรี สิ่งที่ได้เพิ่มเติมมาก็คือ เมื่อการส่งกำลังลงพื้นไม่เกิดการลื่นไถลหรือหมุนฟรี อัตราเร่งก็จะเพิ่มขึ้นและอัตราการสูญเสียเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์ก็หมดไปนั่นคืออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน่าจะดีขึ้นนั่นเอง Traction Control จะทำหน้าที่ควบคุมเพียงล้อที่ขับเคลื่อนเท่านั้น แต่ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนของรถนั้นสามารถเกิดได้ในทุกขณะ ดังนั้น TRC จึงช่วยได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง และจะเห็นผลที่ชัดเจนเมื่อรถเกิดอาการในขณะที่อยู่บนทางตรง ทดสอบได้ง่าย ๆ ด้วยการออกตัวและเบรกในทางตรงบนถนนที่ล้อขับเคลื่อนทั้ง 2 ด้าน มีสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานไม่เท่ากัน 2 รถจะยังรักษาทิศทางการเคลื่อนที่แนวตรงอยู่เสมอไม่มีอาการท้ายดิ้นขณะออกตัวหรือท้ายพยายามแซงหน้าขณะเบรก
การใช้ถนนของคนขับรถนั้นไม่ได้มีเฉพาะทางตรงเพียงอย่างเดียว การขับขี่จะต้องมีการเลี้ยวโค้งหรือการหักหลบสิ่งกีดขวาง ในสภาพการใช้งานปกติทั่วไปทางโค้งหรือการหักหลบสิ่งกีดขวางไม่ใช่สิ่งที่เกินขีดความสามารถที่ผู้ขับขี่จะเรียนรู้และฝึกฝนได้ แต่ถ้าความเร็วที่ใช้มากเกินไป เหตุเกิดอย่างกะทันหันมากเกินไปประสิทธิภาพการควบคุมของคนจะไม่สามารถตอบสนองได้ทัน ระบบ VSC~ จึงถูกคิดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือในสถานการณ์เหล่านี้
VSCหรือ (Vehicle Stabiliy Control) เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมการทรงตัวทั้งในทางโค้งหรือถนนที่เปียกลื่นต่างกับTRC ที่ออกแบบมาให้ช่วยในทางตรง โดยปกติแล้วสเถียรภาพการควบคุมรถขณะเข้าโค้งนั้นจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการบังคับพวงมาลัย แต่ในการขับขี่ยังมีองค์ประกอบอื่นที่จะชี้วัดว่ารถจะควบคุมได้หรือไม่ หรือเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ผู้ขับขี่ควบคุมต้องการหรือไม่ ทั้งสภาพของพื้นผิวถนน ความเร็วและการหลบหลีกอย่างกะทันหัน อันจะเป็นผลที่นำไปสู่อาการของรถดังนี้
“Under” (Under steering) คือ อาการที่รถเลี้ยวน้อยเกินไป เลี้ยวน้อยกว่าที่เราตั้งใจให้เลี้ยวผลที่เห็นอยู่บ่อย ๆ คือ แหกโค้ง ส่วนใหญ่เหตุก็มาจากวิ่งมาเร็วเกินไปทำให้เวลาเลี้ยวแล้วยางหน้าด้านนอกสูญเสียกำลังในการยึดเกาะถนนโดยเฉพาะรถขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งเป็นล้อที่ส่งกำลังก็จะดันให้รถไถไปข้างหน้า
“Over” (Over Streeing) หรือ อาการที่รถเลี้ยวมากเกินไป มากกว่าที่กำหนดไว้ผลที่เห็นอยู่บ่อย ๆ ก็คือ หมุนอยู่กลางโค้งเหตุก็คือ ยางหลังด้านนอกโค้งสูญเสียประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน ทำให้ล้อหลังพยายามจะแซงล้อหน้าตามแรงเหวี่ยงขณะเข้าโค้ง
สิ่งที่เพิ่มมากเมื่อมีระบบVSCก็คือ เซนเซอร์ตรวจวัดมุมเลี้ยวของพวงมาลัย (Steering Angle Sensor) โดยสัญญาณจะถูกส่งไปที่ECU.G-SensorหรือDeceleration Senser ซึ่งเป็นตัวเดียวกับG-Senser ของระบบถุงลมนิรภัยสัญญาณส่วนนี้จะส่งไปคำนวณความหน่วง และอัตราเร่งของการเคลื่อนที่ในแนวรอบตัว และอีกชิ้นหนึ่งก็คือ Yaw Rate Sensor ที่จะทำหน้าที่ในการตรวจจับการส่ายหรือการเบี่ยงเบนของตัวรถออกจากทิศทางที่จะไปนั่นแหละ โดยสัญญาณจากจุดต่าง ๆ ที่ว่ามานั้นจะถูกนำไปคำนวณหาความสัมพันธ์ เปรียบเทียบแล้วสั่งการเช่นเดียวกับ TRC แต่ในขณะที่VSC ทำงานนั้นระบบอื่นทั้ง TRCและ ABS จะอยู่ภายใต้การควบคุมของVSC เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานของVSCที่สมบูรณ์ ก็แน่นอนเพราะไม่ว่าจะเป็นABS,BA,EBD,TRCและ VSC ล้วนแต่เป็นระบบที่เสริมซึ่งกันและกันสัญญาณจากเซนเซอร์บางตัวก็ใช้ร่วมกัน มาดูกันว่าระบบทำงานอย่างไร ?
หลักพื้นฐานของการกำหนดสภาวะการเคลื่อนที่ของรถก็คือ มุมเลี้ยวของพวงมาลัย,ความเร็วขณะเคลื่อนที่,การเบี่ยงเบนของตัวรถออกจากทิศทางการเคลื่อนที่ และอัตราเร่งตามแนวยาวของตัวรถจะถูกตรวจจับโดยเซนเซอร์ ที่มีแล้วส่งไปยังระบบประมวลผลหลัก ระบบจะตรวจจับอาการOverหรือUnder ได้ก็ต่อเมื่อองศาการหมุนเลี้ยวของพวงมาลัยไม่สัมพันธ์กับค่าการส่ายหรือองศาของรถที่จะต้องเคลื่อนที่ไป จากการคำนวณของคอมพิวเตอร์ขณะนั้น ถ้าค่าเบี่ยงเบนที่เกิดขึ้นจริงน้อยกว่าที่คำนวณไว้คอมพิวเตอร์จะรู้ว่ารถกำลังเกิดอาการ Under steer แต่ถ้าค่าที่เกิดขึ้นมากกว่าที่กำหนด มุมของการลื่นไถลมีมาก ความเร็วเชิงมุมในการลื่นไถลเพิ่มขึ้นระบบจะอ่านค่าว่ารถกำลัง Overstee เมื่อระบบคำนวณได้ว่ารถกำลังจะเกิดอาการสูญเสียการควบคุมทางใดทางหนึ่ง ระบบจะสั่งให้เครื่องยนต์ลดกำลังโดยอัตโนมัติ และส่งการให้ระบบเบรกทำงานตามลักษณะอาการถ้ารถเกิดอาการUndersteer กำลังเครื่องยนต์จะถูกควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกที่ล้อหลังจะเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างให้เกิดโมเมนต์ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดอาการ Understeer และเมื่อเกิดอาการ Oversteer ระบบจะคุมกำลังของเครื่องยนต์ และเพิ่มแรงดันเบรกที่ล้อหน้าด้านนอกของการเลี้ยวเพื่อดึงให้หน้ารถออกด้านนอกช่วยลดอาการ Oversteer และอาจจะเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกที่ล้อหลังด้วยถ้าจำเป็น
ข่าวรถยนต์
-
ค้นหาจากประกาศรถทั่วไป
-
ค้นหารถจากเต็นท์





